Give Me A Sci #2 : Fly Me(American) to The (Real)Moon

Share

Artemis Program ความหึกเหิมครั้งใหม่ ที่ NASA และชาวอเมริกันอยากกลับไปเหยียบดวงจันทร์ เพื่อพิสูจน์ข้อครหาที่มีมาตลอด

 

50 ปีที่ชาวอเมริกันรอคอย 50 ปีที่คนทั่วโลกกังขาว่า Apollo13 ได้เหยียบดวงจันทร์จริงไหม นี่จะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลอเมริกันจะแก้ข้อกล่าวหานี้ได้ ใน Artemis Program

7 – 19 Dec 1972 คือการเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งสุดท้ายของมนุษยชาติด้วย Apollo 17 นำทีมโดยผู้การ Gene Cernan และนักบิน Harrison Schmitt สองผู้โชคดีที่ได้นำยาน Lunar Module ลงไปเดินและขับรถสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ ในขณะที่นักบิน Ronald Evans ผู้โชคดีน้อยหน่อย ต้องประจำอยู่บนยาน Command Module ที่โคจรรอบดวงจันทร์เพื่อรอรับเพื่อนอีกสองคนขึ้นมาจากพื้นผิวดวงจันทร์แล้วพากันกลับโลก

ต้องยอมรับว่า 50 ปีที่แล้ว NASA ได้ทำสิ่งเหลือเชื่อสำเร็จแม้มีข้อจำกัดมากมาย ทั้งเรื่องความเสี่ยงและเทคโนโลยีที่จำกัดมาก อยากแนะนำสารคดีในยูทูปชื่อ For All Mankind (1989) ให้ลองไปดูกันนะครับ ได้อารมณ์เหมือนเราได้ร่วมเดินทางไปกับนักบิน Apollo เลย

Artemis Program : Artemis 1
Artemis 1

จาก Apollo 13 สู่ Artemis Program

จำได้ว่าสมัยผู้เขียนทำงานที่ IBM เคยมีโอกาสคุยกับพนักงานอาวุโสชาวอเมริกันท่านหนึ่งที่แม้อายุเลยวัยเกษียณแล้ว แต่ยังทำงานอยู่และขอย้ายมาทำงานอยู่เมืองไทย เล่าให้ฟังว่าเคยทำงานในโครงการ Apollo13 (แถมเล่าด้วยว่าทึ่งกับหนัง Apollo13 มากเพราะคล้ายเหตุการณ์จริงมาก)

ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้สมัยนั้นเรียกว่า Apollo Guidance Computer (AGC) ที่ใช้ IC Chip ในคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรก มี CPU single core ทำงานที่ความเร็วประมาณ 2MHz มี ROM 32KB และ RAM 2KB! ลองไปเปิดสเปกโทรศัพท์มือถือของท่านตอนนี้ดูสิครับว่ามันต่างกันขนาดไหน! การกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งรอบนี้กับโครงการ Artemis (ชื่อเทพกรีกน้องสาวฝาแฝดของเทพ Apollo) จึงนับว่ามีความน่าตื่นเต้นมาก ยุคนี้พวกเราทุกคนสามารถติดตามชมได้อย่างง่ายดายใกล้ชิดแบบ real time มีเจ้าหน้าที่หมุนเวียนมาบรรยายสดแบบกันเองเข้าใจง่าย ช่างแตกต่างกับยุค Apollo ในอดีตเหลือเกิน

ในเบื้องต้นโครงการ Artemis ถูกวางไว้ 3 ขั้น โดย Artemis 1 ที่ปล่อยตัวไปในเดือน Sep 2022 เป็นเหมือนการทดสอบซ้อมระบบต่างๆ ไม่มีมนุษย์ไปด้วยแต่มีหุ่น dummies 3 ตัว ชื่อว่าผู้การ Moonikin Campos (ชุดส้ม), Helga, และ Zohar โดยมีการบรรจุเซนเซอร์มากมายเพื่อศึกษาผลกระทบจากการเดินทางในอวกาศโดยละเอียด (แสดงว่ายุค Apollo ความรู้เรายังจำกัดมาก นักบินอวกาศต้องรับความเสี่ยงรอบด้านจริงๆ) นอกจากนี้ NASA ยังจัดทำ Comic พิเศษเพื่อให้ประชาสัมพันธ์โครงการให้เยาวชนคอยติดตามได้ที่ NASA Moonikin Comic

Artemis Program
Illustration of three mannequins inside the Orion spacecraft; Image: NASA/Lockheed Martin/DLR

ตามไปด้วย Artemis 2 ในปี 2024 ที่จะมีมนุษย์ไปด้วยแต่ยังไม่ลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์ โดยไปทดสอบสถานีอวกาศ Gateway ที่โคจรประจำรอบดวงจันทร์ มีหน้าที่เป็นสถานีเทียบท่าให้กับยานที่มาจากโลก และสุดท้าย Artemis 3 ในปี 2025 ที่สถานีอวกาศ Gateway จะมียาน SpaceX Starship ของเฮีย Elon Musk เทียบท่ารออยู่เพื่อทำหน้าที่พานักบินอวกาศขึ้นลงจากพื้นผิวดวงจันทร์นั่นเอง เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบน้ำแข็งในหลุมขนาดใหญ่บริเวณขั้วโลกใต้ของดวงจันทร์จึงคาดว่าจุดลองจอดน่าจะเป็นบริเวณดังกล่าว การค้นพบน้ำแข็งดังกล่าวมีความสำคัญมาก

เพราะนอกจากจะใช้สกัดน้ำได้แล้ว เรายังสามารถสกัด Oxygen เพื่อหายใจและ Hydrogen เพื่อเป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย ความจำเป็นที่ต้องขนน้ำและเชื้อเพลิงจากโลกไปทีละมากๆ จะลดลงส่งผลให้สามารถออกแบบยานรุ่นใหม่ที่ขนาดเล็กลงแต่ขนของได้มากขึ้นกว่าเดิม การตั้งฐานอยู่ยาวบนดวงจันทร์ก็ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารของ NASA x SpaceX ต่อไปในอนาคตนั่นเอง

All Artemis Program Map
Artemis Program Map. Credit Picture : NASA

NASA = Never A Straight Answer

NASA พบสิ่งผิดปกติในการสำรวจอวกาศและดวงจันทร์มากมาย แต่ NASA พยายามปกปิดและไม่เคยออกมายอมรับหรืออธิบายตรงๆ ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร สมัย Apollo มีภาพถ่ายสิ่งผิดปกติบนดวงจันทร์ที่แม้ส่วนใหญ่อธิบายได้ แต่มีหลายภาพที่ NASA ใช้วิธี Airbrush ลบออกดื้อๆ แบบไม่เนียนด้วย และปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆ ปัจจุบัน NASA มียานสำรวจพร้อมกล้องกำลังสูงมากโคจรประจำอยู่รอบดวงจันทร์

มีการปล่อยภาพ Hires ของพื้นผิวดวงจันทร์บางส่วนออกมา แต่บริเวณผิดปกติเหล่านี้ไม่เคยมีการออกมาอธิบายใดๆ เลย (ต่างกับกรณี Face On Mars ที่รีบออกมาแถลงพร้อมแสดงภาพ Hires เลย)

ถ้าจำกันได้ NASA พึ่งประกาศจัดตั้งหน่วยงานศึกษา UAP อย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ตามกระทรวงกลาโหมมาติดๆ จึงพอสรุปได้ว่าที่เคยพูดมาตลอดว่า “ไม่รู้…ไม่มีอะไร” (คุ้นจัง!) น่ะอันที่จริงเค้ารู้และมีอะไรแน่ เรามาลองช่วยกันส่องดูว่าภาพเหล่านี้คืออะไรครับ?

These THINGS Are Scattered All Over Our Moon – YouTube Credit : Secureteam10 Channel

เมื่อคุยกันเรื่อง Apollo แล้วคงต้องพูดถึง Dr.Edgar Michell นักบิน Apollo 14 ด้วย เพราะหลังกลับมาโลกแล้วได้หันมาวิจัยค้นคว้าเรื่อง UFO/UAP อย่างเปิดเผยจริงจัง ต่อมา WikiLeaks ได้เผยให้เห็นถึงการติดต่อระหว่าง Edgar Michell กับที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดีอย่าง John Podesta (ลองย้อนกลับไปอ่านบทความตอนที่แล้ว) เค้าคุยอะไรกัน? ตามไปเจาะกันต่อได้เลยที่นี่ครับ

โอกาสต่อไป จะมาเล่าถึงเอกสารบันทึกสำคัญของ Edgar Michell ที่ถูกแอบเผยแพร่หลังจากเค้าเสียชีวิตในปี 2016 ชื่อว่า Wilson Memos Leak (สังเกต URL ที่ host ไฟล์เอกสารนี้) เป็นบันทึกการสนทนาลับส่วนตัวของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญชื่อ Dr.Eric Davis กับนายพลใหญ่ในกระทรวงกลาโหมชื่อ Thomas Wilson ซึ่งแม้จะพิสูจน์ได้ยาก เพราะท่านนายพลรีบออกมาปฏิเสธเป็นพัลวัน ส่วน Dr.Eric ไม่ปฏิเสธและพูดแค่ “No Comment” มีการพยายามขุดคุ้ยวิเคราะห์บันทึกนี้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งหลายฝ่ายสรุปพ้องต้องกันว่าบทสนทาที่ถูกบันทึกไว้น่าจะเป็นเรื่องจริง!

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

สามารถติดตามอ่านซีรียส์ Give Me A Sci ย้อนหลัง ได้ ที่นี่

Tong DeLom

Tong DeLom

อดีตวิศวกรคอมพิวเตอร์ ที่ปรึกษาธุรกิจ Startup และผู้บริหารบริษัทไอทีชั้นนำ ผู้เชื่อในกฏ 80/20 และมักสงสัยว่าทำไมโลกตะวันตกพบเห็น Alien/UFO 80% พบเห็นผี 20% แต่โลกตะวันออก (โดยเฉพาะประเทศไทย) ทำไมกลับกัน? ภายหลังได้หันมาสนใจศึกษาด้าน Quantum Physics, Psychology และ Spiritual ไปพร้อมๆ กันเพื่อหวังว่าจะมีเรื่องสนุกๆ มาเล่าสู่กันฟัง

Related Articles