“ภัยพิบัติส่วนใหญ่ของโลกเกิดจากน้ำ”
ประโยคที่ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล กล่าวอยู่เสมอ อาจฟังดูเรียบง่าย แต่กลับอธิบายวิกฤตสภาพภูมิอากาศของโลกได้อย่างตรงประเด็นที่สุด โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตาการมาถึงของ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจทำให้โลกเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงยิ่งขึ้น
หลายคนเข้าใจว่าเอลนีโญหมายถึง “ความแห้งแล้ง” เพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ การเสียสมดุลของระบบน้ำทั้งโลก เพราะเมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น การระเหยของน้ำเพิ่มขึ้น บรรยากาศกักเก็บไอน้ำได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้บางพื้นที่แทบไม่มีฝน ขณะที่อีกหลายพื้นที่กลับเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในเวลาเดียวกัน
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า มหาสมุทรดูดซับความร้อนส่วนเกินจากภาวะโลกร้อนมากกว่า 90% ของความร้อนทั้งหมด ทำให้ทะเลกลายเป็น “เครื่องยนต์” ที่ควบคุมวัฏจักรน้ำของโลก เมื่อเครื่องยนต์นี้ร้อนผิดปกติ วัฏจักรน้ำก็จะปั่นป่วนตามไปด้วย
ข้อมูลจาก UNDRR ยังสะท้อนว่า กว่า 90% ของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุ ฝนตกหนัก ภัยแล้ง ดินถล่ม หรือคลื่นพายุซัดฝั่ง ขณะที่ข้อมูลของ EM-DAT พบว่า น้ำท่วมเพียงประเภทเดียว คิดเป็นภัยพิบัติที่เกิดบ่อยที่สุดของโลก และส่งผลกระทบต่อประชากรหลายพันล้านคนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
นั่นทำให้ “น้ำ” ไม่ใช่เพียงต้นเหตุของภัยพิบัติ แต่ยังเป็นตัวขยายความรุนแรงของภัยพิบัติแทบทุกประเภท!
ระบบน้ำของโลกกำลังเสียสมดุล
เมื่อทะเลอุ่นขึ้นเพียง 1-2 องศา พายุจะมีพลังงานมากขึ้น ฝนตกหนักขึ้น คลื่นลมสูงขึ้น และสร้างความเสียหายมากกว่าเดิม หากฝนตกบนพื้นที่ลาดชันจะนำไปสู่น้ำป่าและดินถล่ม หากฝนตกในเมืองใหญ่ที่ระบบระบายน้ำรองรับไม่ไหวก็กลายเป็นอุทกภัยในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ในทางกลับกัน หากฝนไม่ตกเป็นเวลานาน ดินจะแห้ง ความชื้นลดลง ป่าไม้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เมื่อเกิดไฟป่า ความเสียหายจะรุนแรงกว่าปกติ และเมื่อฝนกลับมาตกหนัก หน้าดินที่สูญเสียพืชปกคลุมก็จะถูกชะล้าง เกิดโคลนถล่มและน้ำหลากตามมา นี่คือ “ลูกโซ่ของภัยพิบัติ” ที่มีน้ำเป็นตัวเชื่อมทุกเหตุการณ์
สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ได้หมายถึงปีที่แล้งที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือปีที่อากาศสุดขั้วมากที่สุด เราอาจเผชิญอากาศร้อนจัดยาวนาน เขื่อนมีน้ำลดลง ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ไฟป่าและหมอกควันรุนแรงขึ้น ก่อนที่ช่วงปลายฤดูฝนจะเกิดฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ จนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม
เมื่อหัวใจของโลกป่วย
การรับมือภัยพิบัติในยุคภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง จึงไม่ใช่เพียงการสร้างกำแพงกั้นน้ำหรือเพิ่มเครื่องสูบน้ำ แต่ต้องบริหารจัดการ “ระบบน้ำทั้งระบบ” ตั้งแต่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพิ่มพื้นที่รับน้ำของเมือง ฟื้นฟูป่าชายเลนและแนวปะการังซึ่งช่วยลดแรงคลื่น รวมถึงพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว
ในระดับประชาชน การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน การติดตามประกาศเตือนภัย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า แม้เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่เมื่อรวมกันก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับโลกที่กำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วได้
บทเรียนสำคัญจากซูเปอร์เอลนีโญอาจไม่ใช่แค่การเตรียมรับมือ “ภัยแล้ง” แต่คือการทำความเข้าใจว่า ภัยพิบัติในศตวรรษที่ 21 ล้วนมีต้นกำเนิดจากความผิดปกติของระบบน้ำ และเมื่อมหาสมุทรซึ่งเป็นหัวใจของระบบนี้เริ่มเสียสมดุล ผลกระทบก็จะส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลก
การปกป้องทะเล แม่น้ำ ป่าไม้ และแหล่งน้ำ จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือการลงทุนที่สำคัญที่สุด เพื่อทำให้ “ต้นเหตุ” และ “ตัวขยาย” ของภัยพิบัติในอนาคตอ่อนกำลังลง ก่อนที่โลกจะร้อนเกินกว่าที่เราจะรับมือได้.



