พลิกวิกฤตพลังงานสู่ยุค “ไฟสะอาดเสรี” ดันคนไทยเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า

Share

 

กระทรวงพลังงาน รื้อระบบผูกขาดด้วย การเปิดเสรี Direct PPA เต็มรูปแบบให้ภาคธุรกิจ ปลดล็อกนวัตกรรมสินเชื่อให้ประชาชนสร้างโรงไฟฟ้าบนหลังคาตัวเอง ทิศทางใหม่ที่จะเปลี่ยนพลังงานจากภาระค่าใช้จ่ายเป็นหัวใจสำคัญสูบฉีดเศรษฐกิจไทยในอนาคต

คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนจับตามองคือ ท่ามกลางวิกฤตที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงเช่นนี้ ทิศทางของประเทศไทยจะเปลี่ยนไปหรือไม่ เราจะยอมทิ้งเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อแลกกับพลังงานราคาถูกอย่างที่บางประเทศทำหรือไม่?

“ตกลงแล้วเรายังจะ commit ตัวเองกับโจทย์เรื่องของ Climate change เรื่องของโลกร้อนเรื่อง net zero อยู่หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ นะครับ” เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวในงานเสวนา Sustain Daily Talk 2026  : Climate Ready 2027 โลกเปลี่ยน เราต้องพร้อม

พลิกแรงกดดันเป็นตัวเร่ง สู่แผนพลังงานที่ทะเยอทะยานที่สุด

 

วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหา แต่เป็นโอกาสสำคัญที่บีบให้ประเทศไทยต้องก้าวออกจากข้อจำกัดเดิมๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานระบุถึงสถานการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า “ยิ่งประสบกับแรงกดดันแบบนี้ ผมว่ายิ่งดีเลย เราชอบแรงกดดัน ถ้าไม่สุดก็ไม่ทำซักที”

แรงกดดันดังกล่าวนำมาสู่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน และการมุ่งสู่ Net Zero อย่างเต็มกำลัง โดยตั้งเป้าหมายพลิกโฉมสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด จากเดิมที่มีอยู่ราว 20% ให้ก้าวกระโดดเป็น 50% ภายในเวลา 10 ปี และจะขยับขึ้นไปถึง 65-89% ในระยะยาว นอกจากนี้หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซเพื่อรักษาความเสถียรของระบบ ก็ได้เตรียมแผนรองรับด้วยการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) มาใช้คู่กัน เพื่อรับประกันว่าเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดจะไม่ถูกละทิ้ง

ทลายระบบผูกขาด ปลดล็อก Direct PPA เสรีเพื่อภาคธุรกิจ

 

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนวงการมากที่สุดคือ การรื้อโครงสร้างระบบซื้อขายไฟฟ้าของประเทศ จากเดิมที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อและจำหน่ายไฟฟ้าแต่เพียงผู้เดียว (Enhanced Single Buyer) รัฐบาลกำลังเดินหน้าเปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาดแบบขายตรง (Direct PPA) อย่างเสรี

การเปิดตลาดครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดโควต้าไว้เพียง 2,000 เมกะวัตต์ หรือให้สิทธิเฉพาะกลุ่ม Data Center อีกต่อไป แต่เปิดกว้างให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาด สามารถเลือกจับคู่ซื้อขายได้โดยตรง

“ใครอยากได้ไฟสะอาด โรงงานอุตสาหกรรมไหน ที่ต้องการไฟสะอาด ก็ไปเลือกเองไม่ต้องให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไปเลือกซื้อให้ เพราะเดี๋ยวก็จะบ่นว่าเวลาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไปเลือกให้ก็เลือกแต่ไฟที่มันแพงๆ มาให้”

นโยบายนี้จะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์สูงสุด ในขณะที่ กฟผ. จะถอยออกมาทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงของระบบโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงานแทน

นวัตกรรมพลังงานภาคประชาชน ยุคที่ทุกคนเป็น “เจ้าของโรงไฟฟ้า”

 

ไม่ใช่แค่ภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้นที่มีสิทธิเข้าถึงพลังงานสะอาด แต่ภาคประชาชนก็ถูกดึงเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองผ่านการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและช่วยลดภาระของระบบได้ดีที่สุด

อีกทั้งเพื่ออุดช่องโหว่ที่ประชาชนผลิตไฟฟ้าได้ในเวลากลางวันแต่ไม่ได้อยู่บ้านใช้งาน รัฐจึงขยายโควต้ารับซื้อไฟฟ้าคืนจากภาคประชาชนครั้งใหญ่ จากเดิมเพียง 100 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 10,000 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ พร้อมทั้งขยายระยะเวลาสัญญาการรับซื้อจาก 5 ปี เป็น 20 ปี ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย เพื่อนำไปเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบบิลถัดไป ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการนำเสนอนวัตกรรมทางการเงินอย่าง “On-bill financing” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนนำบิลค่าไฟที่จะประหยัดได้ในอนาคต มาใช้เป็นหลักประกันในการขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ ทำให้การเข้าถึงพลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องของคนมีเงินก้อนอีกต่อไป

การปฏิรูปทั้งหมดนี้คือเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยกำลังใช้ความท้าทายจากโลกมาเป็นแรงส่งในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ พลังงานในโลกยุคใหม่จะไม่ใช่แค่เรื่องของการจ่ายบิลรายเดือน

 

“ในฝั่งพลังงาน เราไม่ได้มองว่า เป็นลมหายใจของเรา เป็นส่วนหนึ่งเป็นต้นทุนในการใช้ชีวิตเท่านั้น แต่มันจะเป็นหัวใจที่สูบฉีดเชื้อเพลิงไปหล่อเลี้ยง การเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในโลกยุคใหม่”
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าว

 

 

Related Articles