Global Boiling คือ วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงกว่า Global Warming ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ไกลตัวอีกต่อไป สัญญาณเตือนจากมหาสมุทรเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลวันนี้มีสาเหตุหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจก และ ยังถูกซ้ำเติมด้วยปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทวีความรุ่นแรงขึ้น ความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อนทางทะเล (Marine Heatwaves) เท่านั้น แต่กำลังสร้างความสั่นสะเทือนต่อระบบนิเวศชายฝั่งและเศรษฐกิจชุมชนอย่างรุนแรง ตั้งแต่ความเสี่ยงต่อการเกิดปะการังฟอกขาว ไปจนถึงภาวะออกซิเจนในน้ำลดลงจนทำให้สัตว์น้ำชายฝั่งลดจำนวนลงและอาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ
ควบคุมคุณภาพและอุณหภูมิ ‘น้ำหล่อเย็น’ ก่อนคืนสู่ธรรมชาติ
ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าฐาน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศและประชาชน ควบคู่ไปกับการดำเนินพันธกิจในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างเป็นระบบผ่านกรอบแนวคิด ESG ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการและดูแลรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการผลิตไฟฟ้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งการนำน้ำทะเลมาใช้ในกระบวนการหล่อเย็นเพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนของการผลิตไฟฟ้านั้น เป็นวิธีที่ยอมรับกันในมาตรฐานการผลิตไฟฟ้าสากลและเป็นแนวทางที่ใช้จริงในหลายประเทศ
โดยกระบวนการดังกล่าวจะไม่เกิดเป็นน้ำเสียอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นการนำน้ำทะเลเข้ามาผ่านท่อปิด (Closed pipe) แบบไหลผ่านครั้งเดียว (Once ) เพื่อแลกเปลี่ยนเฉพาะความร้อนของไอน้ำเท่านั้น ไม่มีการสัมผัสกับก๊าซร้อนจากการเผาไหม้ รวมถึงยังมีการออกแบบให้มีการปรับอุณหภูมิน้ำก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้า พ.ศ. 2565 และมาตรการป้องกัน แก้ไข และการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน

โดยมาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีนั้น มีถึง 3 ขั้นตอน ได้แก่
ลดอุณหภูมิผ่านคลองระบายน้ำ (Outfall Canal) โดยน้ำทะเลที่ผ่านกระบวนการหล่อเย็นแล้ว จะยังไม่ถูกระบายออกทันที แต่จะถูกส่งไปยังคลองระบายน้ำหล่อเย็นที่มีความยาวกว่า 600 เมตร เพื่อลดอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นก่อนระบายออก
เฝ้าระวังต่อเนื่อง (Real-time Monitoring) มีการตรวจวัดอุณหภูมิน้ำทะเลที่ระบายออกอย่างต่อเนื่อง ณ จุดระบายน้ำ เพื่อควบคุมอุณหภูมิของน้ำไม่ให้เกิน 40 องศาเซลเซียส ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลทั้งหมดจะรายงานไปยังหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การสุ่มตรวจวัดอุณหภูมิของน้ำทะเลในบริเวณที่มีการระบาย (Sampling Check) นอกจากการตรวจวัดอุณหภูมิที่จุดระบายแล้ว ยังมีการสุ่มตรวจวัดอุณหภูมิของน้ำทะเลในรัศมี 500 เมตร จากจุดระบายจำนวน 13 สถานีตรวจวัด เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับจุดอ้างอิงทางธรรมชาติ โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม (Third party) โดยอุณหภูมิทั้ง 13 สถานีตรวจวัด จะต้องเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับจุดอ้างอิง

ธุรกิจพลังงานที่เติบโตควบคู่การพัฒนา
หัวใจสำคัญที่ทำให้การควบคุมอุณหภูมิน้ำก่อนปล่อยลงสู่ธรรมชาติ คือ การดำเนินงานบนพื้นฐานของมาตรฐาน การป้องกันเชิงรุก และการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบตรวจวัดแบบ Real Time ควบคู่กับ การสุ่มตรวจ หากพบความผิดปกติ หรือ มีสัญญาณว่าอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณจุดตรวจวัดมีแนวโน้มจะสูงเข้าใกล้เกณฑ์มาตรฐานที่ 40 องศาเซลเซียส โรงไฟฟ้าฯ จะดำเนินมาตรการป้องกันทันที เพื่อควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อมในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งโรงไฟฟ้าฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐาน และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด พร้อมผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมมลพิษ การบริหารจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตโดยมุ่งลดปริมาณของเสียให้เหลือน้อยที่สุด และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้โรงไฟฟ้าฯ ยังศึกษาแนวทางการใช้แอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมเชิงรุก ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานท้องถิ่น และชุมชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว การดำเนินงานทั้งหมดนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ธุรกิจพลังงานสามารถเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนา ความมั่นคงด้านพลังงาน เคียงข้างกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน



