สมการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ความยั่งยืนของทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่คำสวยเก๋หรือทางเลือก แต่คือทางร่วมของความสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม ภาคประชาชน และธรรมาภิบาล ความมั่นคงทางเศรษฐกิจต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
กระแสความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต้องอยู่ร่วมกับภาคประชาชนด้วยความเกื้อหนุน และ การสร้าง “คุณค่าร่วม” (Creating Shared Value: CSV) เพื่อให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันได้อย่างมั่นคง
กรอบแนวคิด ESG : ต้นแบบความยั่งยืนของโรงไฟฟ้าฐานสู่การอยู่ร่วมกันของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน
นโยบายและพันธกิจหลักสำคัญของการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี คือ การสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกับมิติด้านสังคม ชุมชน และประชาชนรอบโรงไฟฟ้าด้วย “การยอมรับและไว้วางใจ” (Social License to Operate) เป็นหัวใจสำคัญ โดยส่วนของสิ่งแวดล้อมมีการดำเนินการตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อลดมลพิษให้ได้มากที่สุดและมีการดำเนินโครงการดูแลสิ่งแวดล้อมเชิงรุก เช่น การปลูกป่าชุมชน และการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนความอุดมสมบูรณ์สู่ท้องทะเล
ส่วนภาคสังคมมีการปฏิสัมพันธ์กับชุมชนและประชาชนในพื้นที่ด้วยความยืดหยุ่น เปิดรับความคิดเห็น ทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำโครงการช่วยเหลือและส่งเสริมที่สอดรับกับความต้องการที่แท้จริงของชุมชนท้องถิ่น เน้นการสร้างทักษะและองค์ความรู้เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
‘ไตรภาคี’ สะพานเชื่อมความโปร่งใส คลายความกังวลชุมชน
สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในอดีตคือ “ช่องว่างแห่งความเข้าใจ” กับชุมชนรอบพื้นที่ การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงตระหนักถึงความร่วมมือ สื่อสาร และสร้างความเข้าใจ ด้วยการจัดให้มีการประชุมคณะไตรภาคีเกิดขึ้นในทุกไตรมาส โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานราชการ คณะกรรมการไตรภาคี ประธานชุมชน ประธานกลุ่มประมง และผู้บริหารบริษัท มาร่วมโต๊ะเดียวกัน
เวทีนี้ทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมความรู้ความเข้าใจ” และรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในระดับสำคัญ สามารถแสดงความคิดเห็น นำเสนอความต้องการ และร่วมออกแบบทิศทางโครงการ CSR ต่างๆ ให้ตรงจุดและยืดหยุ่นตามบริบทของพื้นที่ จนเกิดเป็นความยอมรับและความไว้วางใจซึ่งกันและกันในที่สุด
‘เลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน’ จากโครงการต้นแบบ สู่อาชีพเสริม อู่ข้าวอู่น้ำใหม่ของกลุ่มประมงระยอง
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จเชิงประจักษ์ที่เกิดจากการรับฟังและต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ “โครงการฟาร์มเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวน” ย้อนกลับไปปี 2548 ชาวบ้านบริเวณตากวน-อ่าวประดู่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงทำอวนปูและอวนปลาเป็นหลัก เมื่อโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เข้ามาดำเนินงานในพื้นที่
ทีมเจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้าฯ ไม่ได้นำโครงการสำเร็จรูปจากภายนอกมาครอบเพื่อเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่เดิมของชุมชนและคนในพื้นที่ แต่เลือกที่จะใช้วิธีการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยและร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการที่เหมาะสมกับชุมชน จนมีการเห็นพ้องกันว่า การเลี้ยงหอยแมลงภู่ คือ แนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสภาพน้ำและวิถีชีวิตชองชุมชนและประชาชนบริเวณพื้นที่ตากวน-อ่าวประดู่

แดง บุญจันทร์ คณะกรรมการกลุ่มประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ กล่าวว่า ยังจำได้ดีถึงช่วงแรกของการเริ่มจัดทำโครงการ ทางโรงไฟฟ้าฯ ได้ร่วมกับกลุ่มประมงตากวน-อ่าวประดู่ เปิดรับสมาชิกกลุ่มผู้สนใจทดลองเลี้ยงหอยแมลงภู่ ซึ่งตอนนั้นมีทั้งคนที่เห็นด้วยกับคนที่ยังไม่เข้าร่วมแต่เฝ้ามอง จากนั้นก็มีการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เบื้องต้น แนวทางความเป็นไปได้ การดูแลหอยแมลงภู่ ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ รวมถึงความคุ้มทุนคุ้มค่า
พร้อมทั้งพาลงพื้นที่จังหวัดชลบุรีเพื่อศึกษาดูงานตั้งแต่เริ่มทำแพเลี้ยงหอย ถักแพ ผูกเชื้อ และหาวิธีเลี้ยงที่สอดคล้องเหมาะสม โดยมาสรุปจบที่การเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแพลอย โดยเริ่มต้นเลี้ยงกันคนละ 1 แพ ซึ่งทางโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ช่วยเหลือเรื่องทุนตั้งต้น จัดหาอุปกรณ์ และร่วมบริหารจัดการฟาร์มไปด้วยกัน
ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิดและการวางระบบที่ดี ใช้เวลาเลี้ยงราว 8-9 เดือน ผลปรากฏว่าหอยแมลงภู่เติบโตได้ดี ตัวมีขนาดใหญ่ สมบูรณ์ ให้ผลผลิตในปีแรกสูงถึง 20–30 ตัน ความสำเร็จและผลผลิตที่ได้มากจนเป็นที่น่าพอใจสร้างความมั่นใจกับสมาชิกในกลุ่มว่า นี่คือความเป็นไปได้ในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ของชุ่มชนประมงตากวน-อ่าวประดู่ ดังนั้นทางกลุ่มจึงร่วมกัน พร้อมด้วยความช่วยเหลือจากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จับมือกันยื่นเรื่องขออนุญาติในการเลี้ยงหอยแมลงภู่ในระบบฟาร์ม ซึ่งก็ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงได้รายละไม่เกิน 3 ไร่ เนื่องจากอยู่ในเขตอุตสาหกรรม

ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับการยกระดับและขยายผลอย่างกว้างขวาง โดยมีสมาชิกทำแพเลี้ยงหอยรวมกันแล้วประมาณ 76 แปลง ทักษะของกลุ่มประมงได้รับการพัฒนาจนเกิดเป็นองค์ความรู้เฉพาะถิ่นที่แม่นยำไม่ว่าจะเป็น
- เทคนิคการจัดวาง: วางเชือกเป็นตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส ระยะห่าง 2 เมตร x 2 เมตร เพื่อให้หอยได้รับสารอาหารอย่างทั่วถึง
- ระยะเวลาเก็บเกี่ยว: ใช้เวลาเลี้ยงตั้งแต่ 8-9 เดือนขึ้นไป โดยช่วงที่หอยมีคุณภาพเนื้อดีและรสชาติอร่อยที่สุดจะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์
- การควบคุมปัจจัยทางธรรมชาติ: หอยแมลงภู่จะเติบโตได้ดีในน้ำที่มีความสะอาด อุณหภูมิเหมาะสม มีแพลงตอนอุดมสมบูรณ์ และต้องมีปริมาณน้ำจืดจากคลองไหลลงมาผสมในสัดส่วนที่พอดี โดยค่าความเค็มของน้ำต้องอยู่ในระดับ 18–20 psu (หากต่ำกว่า 14 psu หอยจะล้มตาย แต่ถ้าไม่มีน้ำจืดมาเจือปนเลย หอยจะโตช้าและเนื้อไม่อร่อย)
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ ยังได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาผสมผสาน ด้วยการยกระดับสู่อุตสาหกรรมระดับครัวเรือน พัฒนาผลิตภัณฑ์ “หอยแมลงภู่แปรรูปอบแห้ง” เพื่อเพิ่มมูลค่า ถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นานขึ้น และสร้างช่องทางรายได้เสริมที่มั่นคงตลอดทั้งปี ความสำเร็จ ดอกผลที่งอกงามแห่งความยั่งยืนจากกลุ่มประมงเล็กๆ ในวันนั้น
วันนี้พื้นที่บริเวณตากวน-อ่าวประดู่ ปากคลองตากวน และหาดแสงเงิน ได้กลายเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่แบบแขวนรายใหญ่ที่สำคัญของจังหวัดระยอง โดยมีสถิติที่น่าสนใจ อาทิ จำนวนผู้ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงรวม 91 ราย (ตากวน-อ่าวประดู่ 73 ราย / ปากคลองตากวน 11 ราย / หาดแสงเงิน 7 ราย) ผลผลิตเฉลี่ยต่อรายประมาณ 5 ตัน / รอบการผลิต ปริมาณผลผลิตรวมของกลุ่มสูงถึง 350 ตัน / ปี ภายใต้ขอบเขตการดูแลรวมของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ครอบคลุม 38 ชุมชน 12 กลุ่มประมง และส่งเสริมเศรษฐกิจวิสาหกิจชุมชนรวม 52 กลุ่ม

เรื่องราวของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี กลุ่มประมงเรือเล็กตากวน-อ่าวประดู่ และกลุ่มประมงในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า การดำเนินนโยบาย CSR และ ESG ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการมอบเงินบริจาคแล้วจบไป หากแต่คือการลงพื้นที่รับฟัง ร่วมคิด ร่วมทำ บนพื้นฐานของความโปร่งใส จนสามารถเปลี่ยน “ความห่วงกังวล” ให้กลายมาเป็น “ความร่วมมือ” ที่ช่วยพลิกฟื้นทั้งเศรษฐกิจฐานรากและปกป้องทรัพยากรทางทะเลให้อยู่คู่เมืองระยองได้อย่างยั่งยืน



