สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเทรนด์การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีรักษาโรค รับกระแส Longevity การยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจและสุขภาพ
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในสภาวะปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุและความท้าทายทางเศรษฐกิจ นวัตกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยให้ประเทศเติบโตต่อไปได้ ประเทศไทยมีทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่คือระบบบริการสุขภาพระดับโลกและบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเป็นอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่คือการก้าวจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการไปสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมทางการแพทย์

ทั้งนี้สถาบัน iNT มหาวิทยาลัยมหิดล ทำหน้าที่เป็น Innovation Gateway โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนนักวิจัยให้สามารถนำผลงานวิจัยออกสู่ตลาดจริง ผ่านรูปแบบการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ การส่งออกไลเซนส์และการร่วมทุน (Joint Venture) ความเชื่อมั่นในนวัตกรรมฝีมือคนไทยเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากคนไทยไม่เชื่อมั่นและพึ่งพาแต่ของต่างชาติที่ถูกและเร็วในระยะสั้น ท้ายที่สุดแล้วสถาปัตยกรรมทางนวัตกรรมของประเทศจะไม่เติบโต
นวัตกรรมความงามที่คืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย
ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า เทรนด์ความงามนั้น ต่อไปในอนาคตไม่ได้มองเพียงแค่ความสวยงามภายนอก แต่คือการฟื้นฟูอวัยวะให้กลับมาทำงานได้ดีขึ้น ทางคณะฯ จึงได้พัฒนานวัตกรรม Thai Fibroblast ซึ่งเป็นการนำเซลล์ของตัวคนไข้เองมาผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการเพื่อฝึกฝนเซลล์ให้มีความฉลาดและแข็งแรงเหมือนเซลล์ในวัยเยาว์ ก่อนจะฉีดกลับเข้าไปในร่างกายเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิวหนัง

นวัตกรรมนี้ช่วยแก้ปัญหาความเสี่ยงจากการใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ (Filler) ซึ่งในอดีตเคยมีกรณีคนไข้เกิดอาการเนื้อตายหรือตาบอดจากการฉีดฟิลเลอร์เข้าเส้นเลือด แต่การใช้เซลล์ของตนเองมีความปลอดภัยสูงกว่าและให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน นอกจากนี้ นวัตกรรมดังกล่าวยังนำไปใช้รักษาผู้ป่วยโรคผิวหนัง เช่น ปานแดงหรือปานดำ เพื่อช่วยให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้มีการใช้เทคโนโลยีระดับสูงอย่าง VR/AR และหุ่นจำลอง 3D ร่วมกับการประมวลผลด้วย AI เพื่อใช้ในการฝึกหัดแพทย์ทำหัตถการ ช่วยให้แพทย์เห็นโครงสร้างภายในใบหน้าและเส้นเลือดได้อย่างละเอียด ลดความผิดพลาดก่อนปฏิบัติจริงกับคนไข้ ยกระดับมาตรฐานการแพทย์ไทยให้ก้าวสู่การเป็น Global Beauty Hub อย่างแท้จริง
ไข้ดิน Rapid Test นวัตกรรมลดความเหลื่อมล้ำเพื่อชีวิตเกษตรกร
ศ.ดร.นริศรา จันทราทิตย์ ภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนวิทยา คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคไข้ดิน หรือ เมลิออยโดสิส (Melioidosis) เป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงซึ่งอยู่ในดินและน้ำทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคอีสานของไทยที่มีเกษตรกรเป็นกลุ่มเสี่ยงหลักจากการสัมผัสดินและน้ำโดยตรง โรคนี้มีฉายาว่า ยอดนักเลียนแบบ เนื่องจากมีอาการคล้ายปอดอักเสบหรือไข้เลือดออก ทำให้วินิจฉัยผิดพลาดได้ง่ายและมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40%

จากปัญหาเดิมที่การเพาะเชื้อต้องใช้เวลานานถึง 3-7 วัน ซึ่งมักล่าช้าเกินกว่าที่จะช่วยชีวิตคนไข้ได้ทันเวลา คณะฯ จึงได้พัฒนาชุดตรวจรวดเร็ว (Rapid Test) ในรูปแบบที่ใช้งานง่ายคล้ายกับชุดตรวจ ATK สามารถตรวจหาเชื้อจากหนอง ปัสสาวะ หรือเสมหะ และทราบผลได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที นวัตกรรมนี้ผ่านการวิจัยยาวนานกว่า 30 ปี และได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อให้โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงได้ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาและเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในชนบท

CAR-T Cell จุดเปลี่ยนการรักษามะเร็งของไทย
ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า อนาคตของการรักษาโรคมะเร็งในอนาคต จะมุ่งไปที่การรักษาในระดับเซลล์และพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า ยามีชีวิต โดยเทคโนโลยี CAR-T Cell คือความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำเม็ดเลือดขาวของคนไข้มาดัดแปลงพันธุกรรมให้แข็งแรงเพื่อนำไปใช้ทำลายเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะเจาะจง
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหิดลได้ประสบความสำเร็จในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและต่อมน้ำเหลืองที่ดื้อต่อยาไปแล้วกว่า 38 ราย โดยมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 70% ซึ่งเท่ากับมาตรฐานในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ยานี้ในต่างประเทศมีราคาสูงถึง 15 ล้านบาทต่อเข็ม มหิดลจึงตั้งเป้าหมายที่จะผลิตเองผ่านโรงงานมาตรฐาน GMP แห่งแรกในประเทศไทยและอาเซียน เพื่อลดราคาให้เหลือต่ำกว่า 1-3 ล้านบาทต่อเข็ม เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเข้าถึงได้

นอกจากนี้การพัฒนา Circular mRNA ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่สามารถสร้างวัคซีนรักษามะเร็งและสำหรับโรคอื่นๆ ในอนาคต หรือ แม้แต่การโรคระบาดที่กลับมาอีกครั้ง เช่น นิปาห์ โดยนวัตกรรมนี้จะเป็นความมั่นคงทางยาของประเทศ ช่วยให้ไทยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้ายาแพงจากต่างชาติ และสามารถส่งออกนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้ในอนาคต


