อาการปวดหลัง ปวดคอ และปวดข้อ ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรวัยทำงานและผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปยังคงเน้นการรักษาแบบแยกส่วน ทำให้โรคกระดูกสันหลังและข้อซึ่งมีความซับซ้อน ต้องการการดูแลที่ลึกและเฉพาะทางมากกว่าการบรรเทาอาการเพียงระยะสั้น
นพ.ดิตถพงศ์ บุญอำพล ผู้ก่อตั้ง โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ กล่าวว่า โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ หรือ เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ (S Spine and Joint Hospital) ก่อตั้งขึ้นจากแนวคิดที่เล็งเห็นถึงข้อจำกัดของระบบการแพทย์ทั่วไป ซึ่งทรัพยากรมักกระจายไปยังหลายแผนก เช่น สูตินรีเวช กุมารเวชศาสตร์ ศัลยกรรม ส่งผลให้การดูแลโรคเฉพาะทางอย่างกระดูกสันหลังและข้อที่มีจำนวผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น
จากข้อมูลของกรมอนามัยโลกที่รายงานว่า มีจำนวนผู้ที่มีภาวะทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Conditions) ทั่วโลก ประมาณ 1.71 พันล้านคน ที่มีอาการปวดหลัง ปวดคอ ข้อเสื่อม ซึ่งต้องการการฟื้นฟูและการดูแลอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ความเฉพาะทางในการรักษาไม่สามารถลงลึกและครอบคลุมได้เท่าที่ควร

ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสถานพยาบาลที่สามารถใช้ศักยภาพทางวิชาชีพได้อย่างเต็มที่ โรงพยาบาลแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้มีระบบที่ “ตรงจุด” ทั้งในด้านบุคลากร เทคโนโลยี เครื่องมือแพทย์ และกระบวนการดูแลรักษา โดยยึดหลัก “การรักษาที่เริ่มจากความเข้าใจเชิงลึกของโรค” เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนในทุกมิติ
จากการบูรณาการทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และระบบสนับสนุนภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ได้รับการรับรองมาตรฐาน High Reliability Degree – Excellence จาก American Accreditation Commission International (AACI) สหรัฐอเมริกา นับเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ผ่านเกณฑ์ระดับสูงสุด
AACI เป็นองค์กรตรวจประเมินมาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล ซึ่งได้รับการยอมรับในกว่า 40 ประเทศ การรับรองระดับ High Reliability Degree – Excellence สะท้อนถึงความพร้อมของโรงพยาบาลในทุกมิติ ตั้งแต่ระบบดูแลผู้ป่วย ความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพการรักษา มาตรฐานห้องผ่าตัด ความพร้อมด้านภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงในระดับองค์กร
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ให้การดูแลผู้ป่วยมากกว่า 100,000 ราย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคกระดูกสันหลังและข้อที่มีความซับซ้อนหรือเป็นโรคเรื้อรัง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระบบการรักษาที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางการแพทย์ ความปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้ป่วยในทุกขั้นตอน
ในด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ โรงพยาบาลได้นำนวัตกรรมการผ่าตัดแผลเล็ก หรือ MIS (Minimally Invasive Surgery) มาใช้ในการรักษาโรคกระดูกสันหลัง โดยใช้กล้อง Endoscope ที่มีแผลผ่าตัดขนาดเล็กเพียง 0.5 เซนติเมตร ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดการเสียเลือด และเร่งการฟื้นตัวของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน หลังการรักษา

นอกจากนี้ยังเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทยที่ให้บริการ Standing MRI หรือ MRI ท่ายืน ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะกดทับเส้นประสาทและความผิดปกติของกระดูกสันหลังในสภาวะที่ร่างกายรับน้ำหนักจริง เพิ่มความแม่นยำในการค้นหาสาเหตุของอาการปวด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการเฉพาะขณะยืน เดิน หรือเคลื่อนไหว
ปัจจุบัน เอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ ยังขยายบทบาทสู่การเป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์นานาชาติ (International Spine & Medical Technology Center – ISMTC) โดยร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ชั้นนำระดับโลก ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านรังสีวินิจฉัยและเวชศาสตร์เฉพาะทางแก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ระดับสูงสุดครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพของโรงพยาบาลเฉพาะทางไทยในเวทีสากล แต่ยังสะท้อนทิศทางของระบบสาธารณสุขที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบการรักษาอย่างลึกซึ้ง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว



