โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Integrated Specialty Hospital หรือโรงพยาบาลเฉพาะทางแบบบูรณาการ เพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพของคนไทยในยุค Longevity Society
ขณะที่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยโรงพยาบาลวิมุตมุ่งใช้ความเข้าใจและองค์ความรู้ทางการแพทย์ในการดูแลโรคยากและโรคซับซ้อน
พร้อมพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู ภายใต้แนวคิด “มุ่งมั่นรักษาโรคซับซ้อน ด้วยความเข้าใจ โดยทีมแพทย์เฉพาะทาง” ควบคู่กับการตอกย้ำแนวคิด “Lifetime Well Living” ที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อยืดช่วงเวลาการมีสุขภาพดี หรือ Health Span ให้ยาวนานควบคู่ไปกับอายุขัยที่เพิ่มขึ้น
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขที่ทำให้คนไทยมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้หญิงไทยมีอายุคาดเฉลี่ยประมาณ 80 ปี ขณะที่ผู้ชายมีอายุคาดเฉลี่ยประมาณ 72 ปี อย่างไรก็ตาม อายุขัยที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตจะดีขึ้นตามไปด้วย หากช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นต้องเผชิญกับโรคเรื้อรัง ภาวะพึ่งพิง หรือข้อจำกัดในการใช้ชีวิต

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 14.68 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.9% ของประชากรทั้งประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านพฤติกรรมสุขภาพ
โดยคนไทย 45% มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ขณะที่กว่า 88% รับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่โรคเรื้อรังและภาระด้านสุขภาพในระยะยาว ทำให้แนวคิด Health Span หรือช่วงเวลาของชีวิตที่ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และพึ่งพาตนเองได้ กลายเป็นโจทย์สำคัญ เพราะความท้าทายในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนปีของชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีให้ยาวนานที่สุด
ข้อมูลด้านสุขภาพของคนไทยยังสะท้อนสัญญาณที่น่ากังวลและเชื่อมโยงโดยตรงกับภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาวะเมตาบอลิกซินโดรม หรือกลุ่มอาการอ้วนลงพุง เพิ่มขึ้นเกือบ 48% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 10.6% ของประชากร และภาวะพึ่งพิงในผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 28% สะท้อนแนวโน้มความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจกระทบทั้งคุณภาพชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระยะยาว ปัจจุบัน NCDs ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ
คนไทยเสียชีวิตจาก 4 กลุ่มโรค NCDs หลักมากกว่า 1,000 คนต่อวัน หรือกว่า 400,000 คนต่อปี และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็นประมาณ 9.7% ของ GDP ประเทศ สะท้อนว่าปัญหาสุขภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล แต่ยังเชื่อมโยงกับต้นทุนการรักษาพยาบาล ศักยภาพการแข่งขัน และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้แนวคิด Health Span หรือช่วงเวลาของชีวิตที่ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ และปราศจากโรคเรื้อรัง กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของคุณภาพชีวิตในสังคมสูงวัย
หนึ่งในโรคสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภาระ NCDs กับสังคมอายุยืน คือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ Coronary Artery Disease ซึ่งเกิดจากการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดหรือเหตุฉุกเฉินทางหัวใจ หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงดังกล่าวพบได้มากในกลุ่มผู้สูงอายุ
รวมถึงผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้นไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของโรค แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษา ลดระยะเวลาการเจ็บป่วยในช่วงบั้นปลาย และยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีให้ยาวนานขึ้น

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่การดูแลสุขภาพต้องเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การป้องกันและดูแลสุขภาพเชิงรุกมากขึ้น เพราะความท้าทายของสังคมสูงวัยไม่ได้อยู่ที่การทำให้คนมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพตลอดช่วงอายุที่ยืนยาวขึ้น
ข้อมูลสุขภาพของคนไทยในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนที่พบในคนไทยถึง 45% การรับประทานผักและผลไม้ไม่เพียงพอของประชากรกว่า 88% รวมถึงการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนป่วย ไม่ใช่รอจนเกิดโรคแล้วจึงเข้ารับการรักษา
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นโรคที่หลายคนอาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก แต่สามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตได้ หากไม่ได้รับการตรวจพบและดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ ควบคู่กับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยประเมินและวินิจฉัยได้แม่นยำมากขึ้น เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หัวใจ ไปจนถึงการสวนหลอดเลือดหัวใจ จึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลรักษาได้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
โรงพยาบาลวิมุตให้ความสำคัญกับแนวคิด Lifetime Well Living หรือการดูแลสุขภาพตลอดทุกช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการป้องกัน คัดกรองความเสี่ยง วินิจฉัยอย่างเหมาะสม และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี หรือ Health Span ให้ยาวนานขึ้น และทำให้คนไทยสามารถมีอายุยืนยาวควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงอายุ
นอกจากการตรวจคัดกรองและการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เหมาะสมแล้ว การดูแลสุขภาพหัวใจยังสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะจานอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs โรงพยาบาลวิมุตแนะนำให้ประชาชนเลือกอาหารตามหลัก Healthy Food Plate Model 2:1:1 โดยให้ครึ่งหนึ่งของจานเป็นผักหลากสี อีกหนึ่งส่วนเป็นข้าว แป้ง หรือธัญพืชไม่ขัดสี

และอีกหนึ่งส่วนเป็นโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้ หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ควบคู่กับแนวทาง DASH Diet ที่เน้นการลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ผ่านการรับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกธัญพืชไม่ขัดสี นมไขมันต่ำ ถั่วเมล็ดแห้งหรือถั่วเปลือกแข็ง จำกัดปริมาณโซเดียมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมลดอาหารหวาน มัน เค็ม อาหารแปรรูป และอาหารที่มีไขมันสูง เพราะการเลือกอาหารที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องคือรากฐานสำคัญของการป้องกันโรค และเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยสนับสนุนการมีสุขภาพดีในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับพฤติกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตรวจคัดกรองโรคก่อนเกิดอาการ โดยเฉพาะโรคที่สามารถป้องกัน ลดความรุนแรง หรือเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ หากพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสมจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยืดช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี และเพิ่มโอกาสในการใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอายุยืน
แนวคิดอายุยืนอย่างมีคุณภาพ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้สูงอายุ แต่เป็นวาระสำคัญของทุกคนในสังคม เพราะท้ายที่สุด เป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนปีของชีวิต แต่คือการเพิ่มจำนวนปีที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรง มีความสุข และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ การสร้าง Health Span หรือช่วงเวลาของชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีคุณภาพ กำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญไม่แพ้การมีอายุยืนยาว การดูแลสุขภาพเชิงรุกผ่านการปรับพฤติกรรม การตรวจคัดกรองโรค และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสม จึงถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งต่อตัวบุคคล ครอบครัว และระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ มีความสุข และก้าวสู่สังคมอายุยืนได้อย่างมีคุณภาพในทุกช่วงวัย



