ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน ชี้การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังท้าทายขีดจำกัดของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในด้านพลังงานและความยั่งยืน แนะใช้โซลูชัน UPS สำรองไฟประสิทธิภาพสูง พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Galaxy VXL ที่โดดเด่นด้วยศักยภาพ
การติดตั้งระบบ AI ในทุกครั้งล้วนเพิ่มความต้องการด้านพลังงาน พื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ AI ขณะที่ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนที่สามารถวัดผลได้ สิ่งนี้จึงกลายเป็นความท้าทายสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่เพียงแต่ต้องขยายตัวเพื่อรองรับการเติบโตเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบด้วย
การขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป ลูกค้าต้องการหลักฐานมากขึ้นเพื่อยืนยันว่าผู้ให้บริการกำลังดำเนินงานไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน ขณะเดียวที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังออกข้อกำหนดและกฎระเบียบเพื่อควบคุมและลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทั้งนี้กระแสความต้องการใช้งาน AI ได้เปลี่ยนมุมมองของการพูดคุยเรื่องความยั่งยืน ในอดีตประสิทธิภาพมักเป็นเกณฑ์หลักในการประเมิน แต่ในปัจจุบัน องค์กรต่างๆ กำลังมองภาพที่กว้างขึ้น โดยไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ประสิทธิภาพการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกระบวนการออกแบบ การบำรุงรักษาและตลอดจนการนำกลับมาใช้ใหม่
การเติบโตที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดคือความท้าทาย
ความต้องการพลังงานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โซลูชันที่ยั่งยืนที่สุดจึงต้องใช้วัสดุอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นและสนับสนุนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน การเปลี่ยนแปลงนี้จึงสะท้อนมาตรฐานใหม่ด้านความยั่งยืน ซึ่งการส่งมอบศักยภาพทางดิจิทัลที่มากขึ้นควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดตลอดทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์
ท่ามกลางแรงกดดันในการขยายขีดความสามารถไปพร้อมๆ กับการลดการปล่อยคาร์บอน คำถามสำคัญสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์คือ โครงสร้างพื้นฐานสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งสองด้านนี้พร้อมกันโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยนได้หรือไม่? เมื่อพิจารณาแนวโน้มที่ขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์คาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คำตอบจึงไม่ใช่เรื่องง่าย จากข้อมูลของ JLL บริษัทผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ คาดว่าจะมีการเพิ่มขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเกือบ 100 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030 ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
การบรรลุเป้าหมายการขยายตัวในระดับนี้ควบคู่ไปกับการยกระดับความยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์และนวัตกรรมสำหรับผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งหมายถึงการคัดเลือกโครงสร้างพื้นฐานอย่างรอบคอบ โดยสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับรองรับขีดความสามารถที่จำเป็นได้ การพูดคุยเรื่องความยั่งยืนส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่ระบบทำความเย็น พลังงานหมุนเวียนและการออกแบบอาคาร แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนได้ โดยระบบสำรองไฟ UPS มีบทบาทสำคัญในการช่วยผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านแนวทางต่างๆ ได้แก่
- ลดการใช้วัตถุดิบและการปล่อยคาร์บอนแฝง (Embodied Carbon) ซึ่งเป็นคาร์บอนที่ปล่อยออกในกระบวนการสกัด การผลิต การขนส่งและการติดตั้ง
- เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่สูญเสียความเสถียรในการทำงาน
- ยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์และแบตเตอรี่เพื่อลดปริมาณขยะและขับเคลื่อนเป้าหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน
- สนับสนุนความมุ่งมั่นด้าน ESG พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ระดับโลก

UPS คือ ตัวเร่งความยั่งยืน
โซลูชัน Galaxy VXL ชนิด 3 เฟส จาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบัน โซลูชันนี้ได้พลิกโฉมแนวคิดของระบบ UPS จากเดิมที่เป็นเพียงอุปกรณ์พื้นฐานให้เป็นตัวเร่งขับเคลื่อนความยั่งยืน โดย Galaxy VXL เป็น UPS แบบโมดูลาร์ที่มีขนาดกะทัดรัดเป็นพิเศษและมีความหนาแน่นสูง ซึ่งมีน้ำหนักเบาลง ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยลง ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า รวมถึงใช้วัตถุดิบน้อยกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy VX นอกจากนี้ ยังได้รับการออกแบบให้มีอายุการใช้งานยาวนานสูงสุดถึง 15 ปี เมื่อใช้งานร่วมกับตัวเลือกชุดแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีอายุการใช้งานยาวนานยิ่งขึ้น
อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับ Galaxy VX แล้ว Galaxy VXL สามารถลดการปล่อยคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 38% และลดคาร์บอนแฝงลงได้ประมาณ 80% ทั้งยังลดการใช้วัตถุดิบลงได้มากกว่า 2 ตันต่อยูนิต และประหยัดพื้นที่ติดตั้งได้ถึง 70% การพัฒนาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นการออกแบบ UPS ยุคใหม่ สามารถยกระดับทั้งความยั่งยืนและประสิทธิภาพการดำเนินงานไปพร้อมกันได้
Galaxy VXL ตอบโจทย์ทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน (Scope 2) ผ่านประสิทธิภาพการทำงานระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม และตอบโจทย์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝง (Scope 3) ผ่านการลดการใช้วัตถุดิบ พื้นที่ติดตั้ง และผลกระทบจากกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
บริการวิเคราะห์และคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งมีอยู่ในข้อเสนอ EcoCare™ ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ช่วยยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ได้อีกทางหนึ่ง โดย EcoCare ให้บริการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์และทางเลือกในการปรับปรุงระบบให้ทันสมัย ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่จริงผ่านระบบติดตามตรวจเช็กระยะไกล
ความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน
ในขณะที่ AI กำลังเร่งให้โครงสร้างพื้นฐานเติบโตอย่างรวดเร็ว ความท้าทายของอุตสาหกรรมจึงไม่ใช่แค่เรื่องการส่งมอบพลังงานให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการจ่ายพลังงานอย่างไรให้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น โซลูชันในอนาคตจะได้รับการออกแบบให้ใช้วัตถุดิบน้อยลง มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และสามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้ใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการบริโภควัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพ ยืดอายุสินทรัพย์และส่งเสริมความเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ยิ่งขึ้น ทั้งนี้การบรรลุผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะเกิดจากการผสานการปรับปรุงเล็กน้อยในจำนวนมากเข้าด้วยกันตลอดทั้งวงจรชีวิตของโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โซลูชันอย่าง Galaxy VXL ช่วยให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงแต่มีความเสถียรน่าเชื่อถือเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้าน ESG อีกด้วย และเมื่อการนำ AI มาใช้เร่งตัวขึ้นพร้อมกับความคาดหวังด้านความยั่งยืนที่สูงขึ้น ความท้าทายถัดไปของอุตสาหกรรมคือการทำให้มั่นใจว่า ทุกชั้นของโครงสร้างพื้นฐานมีส่วนช่วยในการส่งเสริมสิ่งแวดล้อม อนาคตของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืนจะถูกกำหนดโดยชุดของการตัดสินใจออกแบบที่ดีขึ้นครอบคลุมทั้งระบบนิเวศพลังงาน ไม่ใช่ด้วยเทคโนโลยีเดี่ยวๆ เพียงอย่างเดียว ซึ่ง Galaxy VXL คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยี UPS กำลังวิวัฒนาการอย่างไรเพื่อสนับสนุนอนาคตดังกล่าว
###



