“น้ำตาลมิตรผล” ยกระดับ “Green Chain” ครบวงจร ดัน “Green Fleet ขนส่งรักษ์โลกจากไร่ สู่ลูกค้าและผู้บริโภค” เสริมศักยภาพพันธมิตรธุรกิจสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ
น้ำตาลมิตรผล เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืน ควบคู่กับการคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Chain) ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ พร้อมยกระดับ Green Fleet ขนส่งรักษ์โลกจากไร่ สู่ลูกค้าและผู้บริโภค เป็นกลไกสำคัญในช่วงปลายน้ำ เติมเต็มห่วงโซ่เชื่อมโยงคุณค่า ความยั่งยืนไปยังพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมุ่งสร้างโอกาสในการลดคาร์บอนและสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของลูกค้าในระดับอุตสาหกรรม ตอกย้ำการเป็นผู้ผลิตน้ำตาลอย่างยั่งยืนในระดับสากล
ผรินทร์ อมาตยกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการตลาด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 69 ปี น้ำตาลมิตรผลพัฒนาธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมการทำไร่อ้อยสมัยใหม่แบบ Mitr Phol ModernFarm ภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก Bonsucro และโปรแกรม VIVE สนับสนุนการตัดอ้อยสด ลดการเผา และรับซื้อใบอ้อยเพื่อนำไปผลิตพลังงานไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ในกระบวนการผลิต
น้ำตาลมิตรผลมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้พลังงานไฟฟ้าชีวมวลภายในโรงงาน การลดการสูญเสีย และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง Carbon Footprint Product แล้วกว่า 56 ผลิตภัณฑ์ และ Carbon Footprint Reduction อีก 13 ผลิตภัณฑ์
ในขณะที่บรรจุภัณฑ์กว่า 95% สามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือสามารถย่อยสลายได้ ในส่วนปลายน้ำ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับคู่ค้าและลูกค้า น้ำตาลมิตรผลได้ยกระดับ Green Fleet ให้เป็นหัวใจของการขับเคลื่อน Green Chain อย่างครบวงจร ผ่านการนำรถบรรทุกน้ำตาลไฟฟ้า (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งน้ำเชื่อมจากโรงงานน้ำตาลมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ไปยังลูกค้าองค์กรชั้นนำ อาทิ บริษัท กรีนสปอต จำกัด, บริษัท ที.ซี. ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจ TCP, บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน), บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงมีแผนจะขยายการส่งมอบน้ำเชื่อมด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) ไปยังลูกค้าธุรกิจรายอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้นในอนาคตอันใกล้
อังคณา ทรงเวชเกษม ผู้จัดการทั่วไป สายงานบริหารซัพพลายเชน บริษัท กรีนสปอต จำกัด กล่าวว่า โครงการ EV truck ของมิตรผลเป็นโครงการที่สะท้อนถึงความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมและให้ความสำคัญกับ Green Logistics และลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้าและลูกค้า การใช้ EV truck อาจเป็นจุดเล็กๆ ในกระบวนการทั้งหมดของ ESG แต่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการช่วยลด carbon footprint ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่นๆของมิตรผลที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้าน Sustainability และ ESG ของบริษัทกรีนสปอต รวมถึงช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้าน Green Supply Chain และสะท้อนถึงความร่วมมือที่ดีระหว่างทั้งสององค์กรในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
ขจรศักดิ์ เปลี่ยนสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า การใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในการขนส่งน้ำเชื่อมของมิตรผล สอดคล้องกับการดำเนินงานตามกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน ‘TCP Sustainability Framework’ ตามเป้าหมายขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นการยกระดับสู่ “Green Supply Chain” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตร เพื่อร่วมกันลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ร่วมกัน

อัจจภัทร พหลโยธิน ผู้อำนวยการจัดซื้อ – Digital & Transformation บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “โคคา-โคล่า” ในประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มของเรา จากคู่ค้าที่ดำเนินการตามแนวปฏิบัติด้านการจัดซื้อจัดหาอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนผลลัพธ์ด้านความยั่งยืนในระยะยาวและมีประสิทธิภาพสูงสุด การที่น้ำตาลมิตรผลซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรคู่ค้าของไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า เริ่มนำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้ขนส่งน้ำเชื่อมให้กับเรา นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานร่วมกันต่อไป
ศุภสรร หงส์ลดารมภ์ Procurement Business Partner – NAB บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้ ผมเห็นว่าเป็นก้าวที่สำคัญในการพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืน โดยนำ Green Technology มาใช้ในภาค Logistic ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่ง และแสดงถึงความร่วมมือที่ดีในการขับเคลื่อนธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมร่วมกัน
สมใจ พิพัฒน์ผลสกุล ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการ EV Truck ของมิตรผล สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการยกระดับระบบโลจิสติกส์ด้วยนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่สามารถตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล F&N รู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือครั้งสำคัญนี้เพื่อร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน
ในระยะเริ่มต้น น้ำตาลมิตรผลมีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) สำหรับการขนส่งรวม 723 เที่ยว ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 200 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า จากการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลของมิตรผล เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถบรรทุกขนส่งด้วยน้ำมันดีเซล และในปี 2570 มีแผนขยายการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเพิ่มเติม เป็นจำนวนการขนส่งรวม 1,800 เที่ยว สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 600 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า ตอกย้ำศักยภาพของการบริหารจัดการพลังงานสะอาดภายในห่วงโซ่ธุรกิจ สะท้อนผลลัพธ์การลดคาร์บอนที่เกิดขึ้นจริงในระดับอุตสาหกรรม
“น้ำตาลมิตรผลมุ่งมั่นพัฒนา Green Chain ให้ครอบคลุมทุกมิติของธุรกิจ โดยเฉพาะการยกระดับการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Fleet ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจ การนำรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) เข้ามาใช้ในการขนส่ง ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยให้คู่ค้าสามารถต่อยอดเป้าหมายด้านความยั่งยืนและช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรม” ผรินทร์ กล่าว



