25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา องค์การนาซาปล่อยเสียงดาวเคราะห์ (ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และดาวยูเรนัส) อาศัยวาระร่วมฉลองปรากฏการณ์ “พาเหรดดาวเคราะห์” (planetary parade) เชิญชวนให้คนเข้าไปทำความรู้จักใกล้ชิดกับจักรวาลมากขึ้นอีกนิด
อาจจะฟังดูไซไฟ ชวนให้จินตนาการไปไกลโพ้นถึงกาแล็กซี่ ทางช้างเผือก และอื่นๆ อีกมากมายที่เราได้แต่สัมผัสผ่านทางตัวหนังสือและภาพยนต์ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กน้อย
คำถามหนึ่งที่มักวาบขึ้นมาชวนให้คิดคือ…หรือว่ามีใครพยายามสื่อสารบางอย่างกับโลก?
เสียงกระซิบจากจักรวาล
ในทางฟิสิกส์ อวกาศเป็นสุญญากาศ เมื่อไม่มีตัวกลางให้เสียงเดินทางย่อมไม่มีเสียงให้ได้ยิน แต่…ในห้องทดลองบนโลก นักวิทยาศาสตร์ “ได้ยิน” เสียงจากจักรวาลมานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว!
เสียงเหล่านั้นไม่ได้เดินทางมาเป็นคลื่นเสียง แต่ถูก “แปลง” จากสัญญาณพลังงานที่มองไม่เห็น กระบวนการนี้เรียกว่า Sonification ตัวอย่างเช่น ในโครงการสำรวจอวกาศเมื่อยาน Voyager 1 หรือ Cassini ตรวจจับคลื่นรอบดาวแล้วแปลงเป็นเสียง นักวิทยาศาสตร์สามารถ “ได้ยิน” ความรุนแรงของพายุ การเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก รวมทั้งปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ เหมือนการตรวจฟังชีพจรของดาวเคราะห์
เราจึงได้ยินเสียงคลื่นแตกพร่าจากดาวพฤหัสบดี เสียงโหยหวนจากดาวเสาร์ เสียงฮัมลึกจากขอบเฮลิโอสเฟียร์ ซึ่งเป็นเกราะคุ้มกันระบบสุริยะป้องกันรังสีคอสมิกจากภายนอก ฯลฯ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ว่า…
สิ่งที่ได้ยินคือธรรมชาติ หรือใครบางคนกำลังพยายามสื่อสารกับเรา?
เส้นบางๆ ระหว่างวิทยาศาสตร์กับจินตนาการ
กึ่งศตวรรษที่ผ่านมามี 4 เหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่าเป็น “เสียงอวกาศสุดหลอน” ที่ทำให้หลายคนเชื่อว่าเราอาจไม่ได้อยู่ลำพังในจักรวาลนี้
- “เสียงผีจากดาวเสาร์”
หนึ่งในเสียงที่ถูกแชร์มากที่สุดมาจากยาน Cassini เมื่อแปลงข้อมูลออกมาจะเป็นเสียงโหยหวนยาวๆ คล้ายเสียงคราง หรือเสียงคนร้องไห้เบาๆ มีจังหวะขึ้นลงเหมือน “กำลังสื่อสาร” บนสื่อออนไลน์ตั้งชื่อว่า “Saturn’s haunted sounds”
ในความเป็นจริง มันเป็นคลื่นพลาสมาและอนุภาคพลังงานที่เคลื่อนในสนามแม่เหล็ก ถูกแปลงด้วย Sonification
- “เสียงเคาะจากอวกาศ”
อีกเหตุการณ์มาจากยาน Voyager 1 ที่เคยบันทึกสัญญาณที่เมื่อแปลงแล้วฟังเหมือนเสียง “เคาะ” เป็นจังหวะเหมือนมีคนส่งรหัส บางคนเชื่อว่าเป็น “รหัสมอร์สจากต่างดาว”
ในความเป็นจริง เสียงนั้นเกิดจากคลื่นกระแทก (shock waves) จากลมสุริยะชนกับสภาพแวดล้อมรอบยาน ซึ่งมี “จังหวะ” ตามธรรมชาติของฟิสิกส์
- “เสียงกระซิบจากแสงเหนือ” (Auroral Kilometric Radiation)
เหนือขั้วโลกของโลกเรามีคลื่นวิทยุที่ให้เสียงแหลมบางแทรกด้วยเสียงซ่า บางช่วงฟังคล้ายเสียงกระซิบ มองกันว่า “มีโครงสร้างเหมือนภาษา” นี่คือหนึ่งในเสียงที่ให้รู้สึกถึงความลึกลับมากที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นบนขอบโลกของเรา
- สัญญาณ WOW! เสียงที่โลกจำไม่ลืม
เสียงที่จัดว่าเป็นที่สุดของไวรัลคือ “Wow! signal” เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าทางวิทยาศาสตร์ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังมาก ตรวจพบเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 1977 โดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุของมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตรท พิมพ์ออกมาเป็นตัวเลขยาวเป็นชุดๆ แสดงความเข้มของสัญญาณวิทยุในแต่ละช่วงเวลา
Jerry R. Ehman นักดาราศาสตร์ที่เฝ้าจับสังเกตสัญญาณเห็นความผิดแปลกนี้ จึงวงกลมตัวเลขนั้น แล้วเขียนคำว่า “Wow!” ไว้ข้างๆ เพราะในบริบทของนักวิทยาศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่สัญญาณแรงธรรมดา แต่คือสัญญาณที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ที่สำคัญคือ อยู่ในย่านความถี่ที่คาดว่าเหมาะกับการสื่อสารระหว่างดวงดาว! ไม่เหมือนเสียงรบกวนทั่วไป
นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับสงสัยว่า อาจเป็น “ข้อความจากอารยธรรมอื่น” แต่ปัจจุบันไม่เคยตรวจพบซ้ำ และยังไม่มีหลักฐานยืนยัน จึงยังเป็น “ปริศนา” มากกว่าหลักฐาน
เสียงที่ไม่มีอยู่จริง
เสียงจากหลายภารกิจของนาซาที่บางคนบอกว่าเหมือนเสียงคำพูด เสียงเรียกชื่อ หรือเสียงกระซิบเบาๆ
สิ่งนี้อธิบายได้ด้วย คำว่า “Pareidolia” กล่าวคือสมองพยายามแปลเสียงเหล่านั้นที่ได้ยินให้เป็นภาษา
ขณะที่ องค์กรอย่าง SETI Institute กำหนดเกณฑ์ชัดเจนว่า “สัญญาณจากสิ่งมีชีวิต” ต้องมีการตรวจพบซ้ำ เป็นสัญญาณวิทยุที่มีความถี่เฉพาะเจาะจงและแคบมาก ซึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติมักจะไม่สร้างขึ้น และสัญญาณต้องไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น ปัจจุบันยังคงไม่มีเสียงใดผ่านเกณฑ์เหล่านี้
แม้วันนี้เรายังไม่พบ “เสียงจากมนุษย์ต่างดาว” แต่ในจักรวาลที่มีดาวนับแสนล้านกาแล็กซี นักวิทยาศาสตร์ยังคงฟังสัญญาณต่อไป เพราะไม่มีใครรู้ว่า…วันหนึ่ง เราอาจได้ยิน “เสียงที่ไม่ใช่ธรรมชาติ” จริงๆ ก็เป็นได้.



