Brother เปลี่ยนแบรนด์เพราะรักษ์โลก ผ่านแคมเปญ “ทิ้งไว้ทำซาก เทมาเลยพี่รับเอง” 

Share

 

ส่องปรากฏการณ์ “เปลี่ยนแบรนด์เพราะรักษ์โลก” เมื่อความรับผิดชอบต่อ e-waste กลายเป็น New Value ที่จูงใจคนไทยให้ร่วมคืนลมหายใจให้โลกผ่านแคมเปญ “ทิ้งไว้ทำซาก เทมาเลยพี่รับเอง” จาก Brother

ยุคที่ผู้บริโภคเลือกซื้อของจากสเปกหรือราคาเพียงอย่างเดียวกำลังค่อยๆ ผ่านไป เพราะสิ่งที่เข้ามาแทนที่ในวันนี้คือคำถามเรื่องความรับผิดชอบของแบรนด์ต่อโลกและต่อปลายทางของสินค้าที่ถูกใช้งานไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องพิมพ์ การตัดสินใจซื้อในวันนี้จึงพ่วงมาด้วยความคาดหวังว่าแบรนด์จะดูแลสินค้าชิ้นนั้นไปจนถึงวันสุดท้ายของวงจรชีวิต

เช่นเดียวกันกับ Brother ผู้นำด้านโซลูชันการพิมพ์จากประเทศญี่ปุ่น ที่นับเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ของวงการปริ้นเตอร์ที่จับประเด็นปัญหาเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ และลุกขึ้นมาดำเนินการแก้ไขจริงจังอย่างเป็นรูปธรรมผ่านแคมเปญ “ทิ้งไว้ทำซาก เทมาเลยพี่รับเอง” ความน่าสนใจของแคมเปญนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การชวนเปลี่ยนเครื่องพิมพ์เครื่องเก่าเป็นส่วนลดสำหรับการซื้อเครื่องใหม่เท่านั้น หากแต่คือการออกแบบโมเดล Trade-in ที่เปิดกว้างให้ผู้บริโภคนำเครื่องพิมพ์ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ และทุกสภาพ มาคืนเข้าสู่ระบบอย่างถูกวิธี เพื่อเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เคยถูกมองว่าเป็นภาระให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรการจัดการ e-waste ที่มีทิศทางชัดเจน และเชื่อมโยงผู้บริโภคเข้ากับการมีส่วนร่วมในการดูแลโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ New Value ที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจของผู้บริโภคยุคใหม่

 

ความน่าสนใจของปรากฏการณ์นี้ เริ่มต้นจากเจตนารมณ์ของ Brother ที่ไม่ได้ต้องการเพียงแค่สร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่คือความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนให้ผู้คนเกิดพฤติกรรมที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงในการจัดการเครื่องพิมพ์ที่หมดสภาพอย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อชื่อเสียงด้านคุณภาพและความทนทานที่แบรนด์มีอยู่แล้ว มาผสานเข้ากับการสื่อสารเจตนารมณ์ในการจัดการ e-waste อย่างแน่วแน่ ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ความสำเร็จได้ดีที่สุด คือข้อมูลสถิติที่น่าทึ่งว่ากว่า 88% ของผู้ที่หอบหิ้วเครื่องพิมพ์เก่ามาเข้าร่วมแคมเปญนี้ เป็นกลุ่มลูกค้าที่เปลี่ยนใจมาจากแบรนด์อื่นในท้องตลาด ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในวันนี้แต้มต่อของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่สเปกหรือราคาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ที่พร้อมจะดูแลสินค้าตั้งแต่วันแรกไปจนถึงวันสุดท้ายของวงจรชีวิต จนกลายเป็น New Value ที่จูงใจผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ตัดสินใจเลือกแบรนด์ที่พวกเขาเชื่อใจ ว่าจะรับหน้าที่จัดการทรัพยากรเหล่านี้ให้อย่างดีที่สุดเพื่อความยั่งยืนของโลก

From Waste to Worth เพราะซากยังมีมูลค่าใหม่

 

จากความไว้วางใจที่ผู้บริโภคร่วมส่งมอบเครื่องพิมพ์เก่ากว่า 2,300 เครื่องผ่านแคมเปญ Trade-in นี้เอง นำไปสู่กระบวนการกำจัดที่ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพตามมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าทุกชิ้นส่วนจะถูกจัดการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะส่วนประกอบที่เป็นภัยเงียบอย่างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCBs) ที่มีโลหะหนักอย่างตะกั่วและปรอท รวมถึงพลาสติกวิศวกรรมที่ใช้เวลาย่อยสลายนานนับพันปี ซึ่งหากสิ่งเหล่านี้รั่วไหลสู่แหล่งน้ำหรือดินจะกลายเป็นมลพิษสะสมที่ย้อนกลับมาทำลายสุขภาวะของชุมชน การนำเครื่องพิมพ์เก่าเข้าสู่ระบบกำจัดแบบปิดครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกันให้แก่ระบบนิเวศ ซึ่ง Brother สามารถกักเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกจากวงจรการทิ้งแบบเดิมได้ถึง 17 ตัน และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 33 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

 

 

อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs ข้อ 12 และ 13 อย่างมีนัยสำคัญ จุดนี้ Brother แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อกระตุ้นยอดขายในระยะสั้น แต่คือความตั้งใจจริงในการตัดวงจรขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้นทางและเซตมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมไอทีไทยในการก้าวสู่แนวคิด Extended Producer Responsibility (EPR) หรือความรับผิดชอบของผู้ผลิตที่ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำที่เติบโตเคียงข้างสังคมไทยอย่างยั่งยืน

Everyday Sustainability เริ่มต้นได้ง่ายกว่าที่คิด

 

โมเดล Trade-in ของ Brother ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการทางเลือกในการดูแลโลกโดยไม่เพิ่มภาระให้กับตัวเอง ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาศูนย์รับกำจัดเฉพาะทาง และไม่ต้องเผชิญขั้นตอนที่ซับซ้อนในการจัดการอุปกรณ์เก่า เพียงนำเครื่องพิมพ์ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วมาเข้าสู่แคมเปญ Trade-in ก็สามารถเริ่มต้นกระบวนการได้ทันที ความง่ายในระดับนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างความตั้งใจกับการลงมือทำจริง ทำให้การดูแลสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะคนที่มีความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังรับรู้ว่าการตัดสินใจของตนเองมีความหมายต่อระบบนิเวศโดยรวม และนี่คือจุดที่การเลือกแบรนด์กลายเป็นการเลือกมีส่วนร่วมกับอนาคตของโลก

 

 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อองค์กรธุรกิจกล้าที่จะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงย่อมสามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สังคมได้จริง ซึ่ง Brother ทำให้เห็นและจับต้องได้มากขึ้นในเรื่องความรับผิดชอบต่อโลกไม่ใช่ภาระทางธุรกิจ แต่คือโอกาสในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ทุกอุตสาหกรรมสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนความยั่งยืนร่วมกันได้ เพราะหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันเพียงแค่การเติบโตขององค์กรเพียงลำพัง แต่คือการดูแลวงจรของระบบธุรกิจให้รอบด้าน เพื่อก้าวไปสู่อนาคตพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคงและสมดุล

Related Articles