สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดวิสัยทัศน์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยสู่ “Real World Impact” และเป้าหมายการเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก
จากงานวิจัยบนหิ้ง สู่ นวัตกรรมมุ่งเป้าและการส่งออกเทคโนโลยี
รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงก้าวต่อไปในการยกระดับงานวิจัยจาก “หิ้ง” สู่ “ห้าง” และการสร้างผลกระทบที่จับต้องได้จริงต่อสังคมและเศรษฐกิจโลก (Real World Impact) ว่า จุดแข็งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมหิดลคือ การเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์อย่างเข้มข้น โดยสัดส่วนกว่า 80% ของการดำเนินงานทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมเพื่อสุขภาพและการรักษาโรค โดยในแต่ละปีมหาวิทยาลัยมหิดลได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านการวิจัยสูงถึงกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในประเทศ ซึ่งงบประมาณมหาศาลนี้เปรียบเสมือนไพพ์ไลน์ (Pipeline) ที่หล่อเลี้ยงให้มีงานวิจัยและนวัตกรรมได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเป้าหมายของสถาบัน iNT มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตงานวิจัยคุณภาพขึ้นมาเก็บไว้ แต่คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแปรรูปงานวิจัยเหล่านั้นให้เกิดผลกระทบในวงกว้างได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในโลกภายนอก เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของสังคมที่เคยมองว่างานวิจัยไทยเข้าถึงยากหรือไม่ได้สร้างผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ
วิสัยทัศน์ที่สำคัญของสถาบัน iNT มหาวิทยาลัยมหิดล คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบซื้อมาขายไปที่พึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ มาเป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ปัจจุบันประเทศไทยมักติดอยู่กับโมเดลการซื้อนวัตกรรมจากต่างประเทศ แต่การสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงคือการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยเอง การผลักดันให้นวัตกรรมทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ของมหิดลนั้น ไม่เพียงแค่ขายภายในประเทศ แต่ต้องมีความสามารถในการส่งออกไปยังตลาดโลกได้ ความเชี่ยวชาญของอาจารย์แพทย์นักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถระดับสากล จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้นวัตกรรมไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
กลไกใหม่แห่งการร่วมลงทุนและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม
เพื่อให้เป้าหมายเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้จริง จึงได้เริ่มกลไกสำคัญที่เรียกว่า MU Holding บริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อทำหน้าที่จัดการและบริหารจัดการทรัพย์สิน ตลอดจนดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล จากเดิมที่มหาวิทยาลัยไม่มีกฎระเบียบรองรับการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่างๆ แต่ปัจจุบันภายใต้การนำของบอร์ดบริหารชุดใหม่ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศได้เริ่มกระบวนการเข้าถือหุ้นในบริษัทสตาร์ทอัพ
“เราต้องการสร้างกลไกที่ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถเข้าไปโอเปอเรตและร่วมเติบโตกับธุรกิจได้ โดยอาศัยปรัชญาการลงทุนที่ไม่ได้หวังเพียงแค่ผลกำไรทางการเงิน แต่เป็นการนำรายได้สะสมของมหาวิทยาลัยมาเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับงานวิจัยและสร้างโอกาสให้นวัตกรรมไทยเติบโตได้ในระยะยาว” ผู้อำนวยการสถาบัน iNT มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว
Mahidol Collection การันตีคุณภาพด้วยทรัพย์สินทางปัญญา
อีกหนึ่งความสำเร็จที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาคือ เครื่องหมายการค้า Mahidol Collection ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ตราสัญลักษณ์บนสินค้า แต่คือการประกาศว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีเนื้อในที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญาและการวิจัยอย่างเข้มข้นมานับสิบปี ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุญาตภายใต้แบรนด์ Mahidol Collection แล้วประมาณ 10 ผลิตภัณฑ์ และมีเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและสร้างรายได้กลับคืนสู่มหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในการพัฒนางานวิจัยต่อไป
ก้าวต่อไปกับความร่วมมือภาคเอกชน
รศ.ดร.วิริยะ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเก่งในเรื่องวิชาการและการพิสูจน์ผลทางวิทยาศาสตร์ แต่ส่วนที่ยังขาดคือ การทำตลาดและการขยายในเชิงอุตสาหกรรม ดังนั้นเป้าหมายต่อจากนี้คือการเปิดกว้างให้ภาคเอกชนที่พร้อมทั้งด้านงบประมาณและการตลาด เข้ามาร่วมลงทุนในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) การทำงานร่วมกันจะช่วยลดช่องว่างด้านต้นทุนและระยะเวลาในการทดสอบ (Clinical Trial) ที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ให้สามารถก้าวไปสู่จุดที่ใช้งานได้จริงเร็วขึ้น



