งานวิจัยด้านจิตวิทยาและประสาทวิทยาหลายชิ้นพบว่า คนส่วนใหญ่ 60-80% ในแทบทุกวัฒนธรรมเคยมีประสบการณ์ “เดจาวู” อย่างน้อย 1 ครั้ง
บางคนฝันถึงบ้านที่ไม่เคยไปแต่กลับรู้สึกคุ้นเคย บางคนใช้ชีวิตในเมืองที่ไม่มีอยู่จริง หรือพบปะผู้คนที่ไม่เคยรู้จัก แต่ในความฝันกลับรู้สึกผูกพันราวกับเป็นส่วนหนึ่งของโลกนั้นมาเนิ่นนาน
ประสบการณ์ลักษณะเช่นนี้กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แนวคิดเรื่อง “โลกคู่ขนาน” หรือ Multiverse ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแวดวงวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม ภาพยนตร์ และโลกออนไลน์
คำถามที่น่าสนใจคือ รึว่าความฝันเป็นประตูเชื่อมไปยังอีกจักรวาลหนึ่ง?
จากฟิสิกส์ควอนตัม สู่จินตนาการของมนุษย์
แนวคิด “โลกคู่ขนาน” มีการพูดถึงอย่างกว้างขวางจากทฤษฎี Many-Worlds Interpretation ซึ่งเสนอว่า ทุกเหตุการณ์ระดับควอนตัมอาจทำให้จักรวาลแตกแขนงออกเป็นความเป็นจริงจำนวนมหาศาล
หากแนวคิดนี้ถูกต้อง ก็อาจมีจักรวาลที่เราเลือกเส้นทางชีวิตต่างออกไป มีอาชีพอีกแบบหนึ่ง อาศัยอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง
ทว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดที่ยืนยันว่า จิตสำนึกของมนุษย์สามารถเดินทางหรือรับข้อมูลจากจักรวาลอื่นได้
“ความฝัน” ห้องทดลองลับของสมอง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เริ่มมองว่าสมองไม่ใช่เพียง “เครื่องรับรู้” ที่รอรับข้อมูลจากโลกภายนอก แต่เป็น “เครื่องทำนาย” ที่สร้างแบบจำลองของโลกขึ้นล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลาในระหว่างการนอนหลับ
โดยเฉพาะช่วง REM Sleep ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความฝันบ่อยที่สุด สมองยังคงทำงานอย่างเข้มข้น ทั้งการจัดระเบียบความทรงจำ ประมวลผลอารมณ์ และเชื่อมโยงข้อมูลที่สะสมมาตลอดทั้งวัน จึงมีการนำเสนอแนวคิดที่ว่า “ความฝันอาจเป็นเสมือนห้องทดลองลับของสมอง ที่ใช้จำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต” ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับอันตราย การแก้ปัญหา หรือการประเมินทางเลือกในชีวิต
นั่นหมายความว่า โลกที่เราเห็นในความฝันอาจไม่ใช่จักรวาลอีกแห่งหนึ่ง แต่เป็น “ความเป็นไปได้อีกแบบหนึ่ง” ที่สมองกำลังสร้างขึ้นเพื่อทดสอบและเรียนรู้ ไม่ต่างจากเครื่องจำลองการบินของนักบิน
ความฝันจึงมักเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่กลับมีความรู้สึกสมจริงอย่างยิ่ง ซึ่งในมุมนี้ “โลกคู่ขนาน” อาจไม่ได้อยู่ไกลถึงขอบจักรวาล แต่เกิดขึ้นภายในสมองของเราทุกคืน
ปริศนาที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย
แม้ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าความฝันคือประตูสู่โลกคู่ขนาน แต่คำถามนี้ยังคงดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และผู้คนทั่วไปอย่างต่อเนื่อง
ทำไมมนุษย์จึงหลงใหลโลกคู่ขนาน?
เหตุผลสำคัญอาจไม่ใช่เพราะเราต้องการรู้ว่ามีจักรวาลอื่นอยู่จริงหรือไม่ แต่เป็นเพราะมนุษย์พยายามตอบคำถามที่ลึกกว่านั้น “ชีวิตของเราจำเป็นต้องเป็นแบบนี้หรือไม่?”
โลกคู่ขนานจึงช่วยตอบคำถามที่มนุษย์ค้างคาใจ
ขณะที่ “เดจาวู” เป็นจุดตัดระหว่าง 3 โลกพร้อมกัน คือ โลกของประสาทวิทยาศาสตร์ที่พยายามอธิบายการทำงานของสมอง โลกของฟิสิกส์เชิงทฤษฎีที่ตั้งคำถามเรื่องเวลาและความเป็นจริง และโลกของปรัชญาที่ถามว่า “ความทรงจำ” และ “ประสบการณ์” คืออะไรกันแน่
แม้วิทยาศาสตร์จะโน้มเอียงไปทางคำอธิบายเรื่องการทำงานของสมอง แต่จนถึงวันนี้ เดจาวูก็ยังเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมดาที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกราวกับว่า ความเป็นจริงอาจซับซ้อนกว่าที่เราคิด และนั่นเองที่ทำให้มันน่าหลงใหลไม่เสื่อมคลาย.



