Roche Thailand ประกาศขับเคลื่อนนิยามใหม่แห่งการดูแลผู้ป่วยด้วยกลยุทธ์การสร้างระบบนิเวศการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare Ecosystem) ผสานนวัตกรรมดิจิทัลและการวินิจฉัยขั้นสูงเข้ากับเส้นทางการรักษาเฉพาะบุคคล เปลี่ยนผ่านจาก “การรักษาตามอาการ” สู่ “การดูแลที่ยั่งยืนและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง”
ในยุคที่ความมั่นคงทางสาธารณสุขคือรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โรชย้ำชัดว่าการเข้าถึงนวัตกรรมไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษา แต่คือการรักษาผลิตภาพของประเทศอย่างยั่งยืน เนื่องจากการสูญเสียประชากรวัยทำงานส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว การยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคส่วนเพื่อนำเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่มาใช้อย่างทั่วถึง จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียทางโอกาส และสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขของสังคมไทยในอนาคต
“วิทยาการที่ก้าวหน้า” และ “การให้ความสำคัญกับระบบสุขภาพ” เพื่อช่วยชีวิตผู้คนให้มากขึ้น
แม้โลกจะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่ภาระโรคมะเร็งทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 77% ภายในปี 2050 โดยองค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติคาดการณ์ว่า 1 ใน 5 คนจะต้องเผชิญกับโรคมะเร็งในช่วงชีวิต สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันความร่วมมือเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ
ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากมะเร็งปีละหลักแสนคน โดยผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ในวัยทำงาน ส่งผลกระทบทั้งครอบครัวและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญคือความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษาที่ก้าวหน้า อีกทั้งยานวัตกรรมหรือยามะเร็งต้องใช้เวลาเฉลี่ยมากกว่า 7 ปีในกระบวนการตั้งแต่การได้รับอนุมัติให้วางตลาดจนถึงการบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ (NLEM) ทางเลือกด้านการเงินอย่าง Cancer Drug Fund ซึ่งเป็นกลไกที่เน้นวินัยทางการคลังผ่านการกำหนดเพดานงบประมาณ และแบ่งปันความเสี่ยงร่วมกับภาคเอกชน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่จำเป็นและมีคุณภาพสูงได้เร็วยิ่งขึ้น
ภายในงาน World Cancer Leaders’ Summit (WCLS) 2025 ที่ผ่านมา มีการเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านมะเร็งเต้านมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเซสชันที่จัดโดย โรช โดยพบว่า ภูมิภาคของเรากำลังแบกรับภาระโรคมะเร็งเต้านมที่สูงเกินสัดส่วน และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำ-ปานกลาง ถือเป็นปัญหาร่วมที่ต้องช่วยกันแก้ไข โดยชี้ให้เห็นถึง “5 ประเด็นเร่งด่วน” เพื่อเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ได้แก่
- การยกระดับจากการมีแผนสู่การลงมือทำจริงพร้อมตัวชี้วัดและความรับผิดชอบที่ชัดเจน
- การกระจายบริการและขยายการเข้าถึง
- การเสริมระบบสนับสนุน/นำทางผู้ป่วย เพื่อเชื่อมต่อการคัดกรอง–วินิจฉัย–รักษาให้ไร้รอยต่อ
- การลงทุนด้านกำลังคนและมาตรฐานคุณภาพ
- สร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีอย่างต่อเนื่อง
รศ.พญ.เยาวนุช คงด่าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนมะรักษ์ และนายกสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน WCLS 2025 ว่า ในวันนี้ แนวโน้มที่น่ากังวลคือมะเร็งเต้านมเริ่มส่งผลต่อผู้หญิงไทยอายุต่ำกว่า 45 ปีมากขึ้น และหลายเคสมีลักษณะที่รุนแรงกว่าเดิม ส่งผลต่อทั้งภาวะเจริญพันธุ์ ครอบครัว และการทำงาน ดังนั้นการดูแลจึงควรมองไกลกว่าการรักษาเฉพาะโรค แต่ครอบคลุมการคัดกรองที่เหมาะสมกับกลุ่มอายุน้อย การสนับสนุนด้านจิตสังคม การดูแลภาวะเจริญพันธุ์ และการดูแลระยะยาวหลังการรักษา
ขณะเดียวกัน ก็ต้องเร่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการมะเร็ง เพราะบริการด้านมะเร็งขั้นสูงยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งโรชได้นำประสบการณ์จากความร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และการทำงานในระดับภูมิภาค ทั้งการกระจายศูนย์ เพิ่มหน่วยตรวจเคลื่อนที่ และเทเลเฮลท์ มาเสริมศักยภาพของบริการในต่างจังหวัด
ความท้าทายสำคัญของไทยคือการตรวจพบระยะแรก เพราะเรามีเครื่องแมมโมแกรมและรังสีแพทย์ไม่เพียงพอ จึงต้องเอาโรงพยาบาลไปหาผู้ป่วย และแม้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นจะครอบคลุมมาตรฐานการรักษามะเร็งเต้านมได้อย่างครบถ้วน แต่ ‘ความเป็นธรรมในการได้รับการรักษา’ ต้องมากกว่าการเข้าถึง และสิ่งนั้นคือคุณภาพที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เราจึงร่วมกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติในการจัดอบรมอย่างเข้มข้น พัฒนาโครงการนำร่องให้กระบวนการตัดชิ้นเนื้อได้มาตรฐานเดียวกันทุกจังหวัด และต่อยอดเป็นระบบรับรองศูนย์มะเร็งเต้านมที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา
การดูแลมะเร็งต้อง “ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง”
โรชเชื่อว่าโรคมะเร็งไม่ใช่แค่โรคที่ต้องรักษา แต่เป็นประสบการณ์ที่กระทบต่อชีวิตผู้คนในหลายมิติ การรักษาที่ดีจึงต้องมองเห็น “คน” มากกว่า “โรค” พร้อมรับฟังความต้องการของผู้ป่วยและผู้ดูแล ควบคู่กับการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาประกอบการพัฒนาแนวทางการดูแล
นุชวินทร์ บุญสมบัติ ผู้ป่วยมะเร็ง ร่วมแบ่งปันบทเรียนและมุมมองจากประสบการณ์การรักษาของเธอว่า เนื่องในวันมะเร็งโลก ในฐานะผู้ป่วยมะเร็งเต้านมคนหนึ่ง วันที่รู้ผลวินิจฉัยเป็นช่วงเวลาที่ช็อกมากๆ ค่ะ เพราะเคยเห็นคุณแม่จากไปด้วยโรคมะเร็ง เลยรู้สึกว่า มะเร็งเท่ากับการสูญเสีย แต่เมื่อแพทย์ค่อยๆ อธิบายแผนการรักษา โดยเฉพาะการมีแผนการรักษาที่เหมาะกับลักษณะโรคของเรา และเฉพาะจุด มันจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มาก ก็เลยทำให้กลับมามีความหวังและตั้งสติเพื่อสู้ต่อ

แม้เส้นทางการรักษาจะหนักมาก ทั้งผลข้างเคียงและความเหนื่อยล้า แต่กำลังใจจากคนรอบข้างและการติดตามอาการกับแพทย์อย่างใกล้ชิดก็ช่วยให้ผ่านช่วงเวลายากๆ มาได้ อยากให้ผู้ป่วยทุกคนเชื่อในคุณหมอให้มากๆ แล้วก็อยากบอกว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียว เพราะปัจจุบันโรคมะเร็งไม่ได้น่ากลัวอย่างคิด โอกาสรอดชีวิตนั้นสูงกว่าเมื่อก่อนมากจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ และดิฉันก็อยากฝากถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านสาธารณสุขว่า อยากขอให้คนไทยทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เพราะนั่นหมายถึงโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยอย่างแท้จริง
ผนึกกำลังกับชุมชนด้านมะเร็ง ผ่านความร่วมมือระดับโลกและการลงมือทำในระดับท้องถิ่น
ในฐานะพันธมิตรของสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล โรชพร้อมที่จะส่งต่อเสียงของผู้ป่วยและนักรณรงค์ทั่วโลกผ่านความร่วมมือในระดับสากลกับพันธมิตรในกว่า 100 ประเทศ อย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่ในวันมะเร็งโลก เพื่อให้ประสบการณ์ที่หลากหลายของผู้ป่วยเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การพัฒนาการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แมทธิว โค้ตส์ กรรมการผู้จัดการ โรช ไทยแลนด์ กล่าวว่า การดูแลโรคมะเร็งต้องยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และแม้นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์จะสำคัญ แต่ความร่วมมือก็สำคัญไม่แพ้กัน โรช ประเทศไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และพันธมิตร เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยและเหล่าผู้ดูแลเข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยยกระดับผลลัพธ์การรักษาและคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การสร้างความตระหนักรู้ การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษา
โรช ไทยแลนด์ ยืนยันความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับชุมชนด้านมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันแนวทางการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม เพื่อยกระดับผลลัพธ์การรักษา พร้อมสะท้อนเสียงของผู้ป่วยให้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน


